0 Comments

เคลือบฟลูออไรด์

ถ้าลูกไปหาหมอฟันแล้วหมอถามว่า “เคลือบฟลูออไรด์ด้วยไหมคะ” หลายคนก็คงเคยสงสัยว่ามันจำเป็นจริงหรือเปล่า หรือแค่เป็นบริการเสริมของคลินิก วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ ว่าการเคลือบฟลูออไรด์คืออะไร ช่วยอะไรเราได้บ้าง และใครควรทำ

เริ่มจากพื้นฐานก่อน ฟันของเรามีการ “เสียแร่ธาตุ” กับ “ได้แร่ธาตุคืน” สลับกันไปทั้งวัน ทุกครั้งที่กินอาหารหรือดื่มอะไรที่มีน้ำตาล แบคทีเรียในช่องปากจะเปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรด กรดนี้จะค่อยๆ ละลายแร่ธาตุออกจากผิวฟัน ส่วนน้ำลายก็จะคอยเติมแร่ธาตุกลับเข้ามา ถ้าสองฝั่งนี้สมดุลกัน ฟันก็ไม่ผุ แต่ถ้าฝั่งเสียเยอะกว่าฝั่งได้คืน ก็จะกลายเป็นรอยผุในที่สุด

ฟลูออไรด์เข้ามาช่วยตรงนี้แหละ มันทำให้ฝั่ง “ได้คืน” ทำงานดีขึ้น และทำให้ผิวฟันทนกรดได้มากกว่าเดิม การเคลือบฟลูออไรด์ก็คือการที่ทันตแพทย์นำฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูงมาทาหรือครอบที่ผิวฟัน ซึ่งเข้มข้นกว่าที่มีในยาสีฟันทั่วไปมาก

เคลือบฟลูออไรด์ช่วยอะไรได้บ้าง

  • ป้องกันฟันผุ
  • ทำให้ผิวฟันแข็งแรงขึ้น
  • ลดการสร้างกรดและช่วยยับยั้งแบคทีเรียบางส่วน
  • ช่วยให้แร่ธาตุกลับมาสะสมที่ผิวฟัน ถ้าฟันเพิ่งเริ่มผุ (เห็นเป็นจุดขาวๆ) ก็มีโอกาสหยุดการผุไว้ได้โดยไม่ต้องอุด

ป้องกันฟันผุได้จริงไหม

ได้จริงค่ะ งานวิจัยที่รวบรวมจากหลายการศึกษาพบว่าวานิชฟลูออไรด์ช่วยลดฟันผุได้ทั้งในฟันน้ำนมและฟันแท้ แต่ต้องบอกตามตรงว่ามันไม่ใช่ยาวิเศษ ถ้าลูกยังกินขนมหวานบ่อยๆ จิบนมหรือน้ำหวานทั้งวัน และแปรงฟันไม่สะอาด ก็ยังผุได้อยู่ดี ให้คิดว่าฟลูออไรด์เป็นตัวช่วยเสริมเกราะ ไม่ใช่เกราะกันกระสุน

ใครควรเคลือบฟลูออไรด์บ้าง

ส่วนใหญ่ทันตแพทย์จะแนะนำให้เคลือบในกลุ่มนี้

  • เด็กที่เริ่มมีรอยผุ หรือมีจุดขาวบนผิวฟัน
  • เด็กที่เสี่ยงฟันผุสูง เช่น ชอบกินหวาน ดื่มนมขวดตอนนอน หรือแปรงฟันไม่ค่อยสะอาด
  • เด็กวัยฟันน้ำนมถึงวัยประถม ซึ่งเป็นช่วงที่ฟันผุง่ายที่สุดช่วงหนึ่ง
  • ผู้ใหญ่ที่เสี่ยงผุสูงก็เคลือบได้เหมือนกัน

เรื่องอายุที่เริ่มเคลือบได้ แต่ละคลินิกอาจให้คำแนะนำต่างกันเล็กน้อย บางที่บอกว่าเริ่มตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปเพราะเด็กเล็กมีโอกาสกลืนง่าย แต่ถ้าเป็นแบบวานิชที่ใช้ปริมาณน้อยมาก ก็ใช้กับเด็กเล็กที่เสี่ยงผุสูงได้ ให้หมอเป็นคนประเมินเป็นรายคนดีที่สุด

ฟลูออไรด์ที่ใช้เคลือบมีกี่แบบ

ประเภทเหมาะกับใครจุดเด่น
ฟลูออไรด์วานิช (Fluoride varnish)เด็กต่ำกว่า 6 ปี และคนที่มีจุดขาวบนผิวฟันทาบางๆ ด้วยพู่กัน ใช้ปริมาณน้อย โอกาสกลืนต่ำ
ฟลูออไรด์เจล (Fluoride gel)อายุ 6 ปีขึ้นไปใส่ถาดแล้วกัดไว้ประมาณ 4 นาที ต้องดูดน้ำลายตลอดเพื่อกันกลืน
ซิลเวอร์ไดอะมีนฟลูออไรด์ (SDF)ฟันที่ผุแล้วหลายตำแหน่งช่วยหยุดการผุได้ แต่จุดที่ทาจะกลายเป็นสีน้ำตาลดำ

อธิบายเพิ่มนิดนึงเรื่อง SDF ตัวนี้เหมาะกับเคสที่ฟันผุไปแล้ว โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่พร้อมให้อุดฟัน ข้อเสียที่ต้องรู้ไว้ก่อนคือสีดำที่ติดบริเวณฟันผุ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าฟันหยุดผุแล้ว แต่ก็ไม่สวยเท่าไหร่ ควรคุยกับหมอให้เข้าใจก่อนทำ

ขั้นตอนการเคลือบเป็นยังไง

ขั้นตอนจริงไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนกลัว ไม่มีเครื่องมือน่ากลัว ไม่ใช้เข็ม ไม่ต้องเจาะหรือกรอฟัน ส่วนใหญ่เด็กจะนั่งเฉยๆ ให้หมอทาหรือครอบถาดให้เท่านั้น ใช้เวลาต่อครั้งไม่นาน แต่ละแบบจะมีรายละเอียดต่างกันนิดหน่อย ขึ้นกับว่าหมอเลือกใช้ฟลูออไรด์ชนิดไหน

ก่อนเริ่ม: หมอตรวจฟันและประเมินก่อน

ก่อนเคลือบ หมอจะดูสภาพฟันของเด็กก่อนว่ามีจุดขาวหรือรอยผุตรงไหนไหม เด็กอายุเท่าไหร่ ฟันขึ้นกี่ซี่ แล้วกินขนมหวานบ่อยแค่ไหน ข้อมูลพวกนี้ใช้ตัดสินใจว่าควรเคลือบแบบไหน และควรเคลือบบ่อยแค่ไหน ถ้าลูกมียาที่ใช้ประจำหรือเคยมีอาการแพ้อะไร อย่าลืมบอกหมอไว้ก่อนด้วย

แบบวานิช (Fluoride varnish)

แบบนี้ใช้บ่อยกับเด็กเล็ก เพราะใช้ปริมาณน้อยและทำเร็ว

  1. หมอแปรงหรือขัดฟันให้สะอาด เพื่อเอาคราบอาหารและคราบจุลินทรีย์ออกก่อน
  2. เป่าหรือซับฟันให้แห้ง เพราะวานิชจะเกาะติดผิวฟันได้ดีเมื่อฟันแห้ง
  3. ใช้พู่กันเล็กๆ ทาวานิชเป็นชั้นบางๆ ที่ผิวฟัน โดยเน้นจุดขาวที่เริ่มผุ ด้านบดเคี้ยว และซอกระหว่างฟัน ซึ่งเป็นจุดที่แปรงถึงยากและผุง่าย
  4. ระวังไม่ให้โดนเหงือกมาก เพราะอาจทำให้ระคายเคืองได้
  5. ทาเสร็จ หมอจะบอกวิธีดูแลต่อ เช่น เวลาที่ต้องงดน้ำและอาหาร

ส่วนใหญ่เด็กจะรู้สึกแค่ว่ามีอะไรมาป้ายๆ ที่ฟัน บางคนอาจรู้สึกว่าฟันหยาบๆ หรือมีฟิล์มบางๆ เคลือบอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

แบบเจล (Fluoride gel)

แบบนี้ใช้กับเด็กโตที่นั่งนิ่งได้ และกลืนน้ำลายหรือบ้วนได้ดีพอ ซึ่งโดยทั่วไปคืออายุ 6 ปีขึ้นไป

  1. หมอแปรงหรือขัดฟันของเด็กให้สะอาดก่อน
  2. เลือกขนาดถาดให้พอดีกับชุดฟันของเด็ก ถาดใหญ่หรือเล็กเกินไปจะทำให้เจลไม่ทั่วหรือล้นออกมา
  3. ใส่เจลประมาณ 1 ใน 3 ของความสูงถาด ไม่ต้องเยอะ เพราะยิ่งเยอะ โอกาสกลืนยิ่งสูง
  4. ครอบถาดลงบนฟันบนและฟันล่าง ให้เด็กกัดไว้ประมาณ 4 นาที
  5. ระหว่างกัดถาด หมอหรือผู้ช่วยจะใช้เครื่องดูดน้ำลายอยู่ตลอด เพื่อไม่ให้เด็กกลืนฟลูออไรด์ส่วนเกินลงคอ
  6. ครบเวลาแล้วหมอเอาถาดออก และให้เด็กบ้วนส่วนที่เหลือตามที่หมอแนะนำ

ช่วง 4 นาทีนี้เด็กบางคนอาจรู้สึกอึดอัดหรืออยากกลืน แนะนำให้บอกลูกก่อนว่าต้องนั่งนิ่งๆ และไม่ต้องกลืน เดี๋ยวหมอดูดให้

แบบซิลเวอร์ไดอะมีนฟลูออไรด์ (SDF)

แบบนี้ใช้กับฟันที่ผุไปแล้ว หมอจะทาสารบริเวณผิวฟันที่ผุ เพื่อช่วยหยุดการผุที่ลุกลามต่อ ข้อสำคัญที่ต้องรู้ก่อนทำคือ บริเวณที่ฟันหยุดผุจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ ซึ่งเป็นผลตามปกติของสารนี้ ไม่ใช่ว่าผุเพิ่ม ควรคุยกับหมอให้เข้าใจเรื่องนี้ก่อนตกลงทำ

เตรียมลูกยังไงให้ไปหาหมอแล้วราบรื่น

  • เล่าให้ลูกฟังก่อนว่าหมอจะทาน้ำยาให้ฟันแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ต้องกลัว
  • พาไปในช่วงที่ลูกไม่หิวหรือง่วงมากเกินไป
  • แปรงฟันก่อนไปคลินิกได้ตามปกติ แล้วถามคลินิกอีกทีว่าต้องเตรียมอะไรเพิ่มไหม
  • วางแผนมื้ออาหารหลังเคลือบไว้ เพราะต้องงดน้ำและอาหารช่วงหนึ่ง ถ้าเป็นแบบวานิช ควรเตรียมอาหารอ่อนไว้ให้ลูก

หลังเคลือบต้องทำอะไรบ้าง

ส่วนนี้สำคัญพอๆ กับตัวเคลือบเลย เพราะถ้าทำผิด ฟลูออไรด์อาจทำงานได้ไม่เต็มที่

แบบที่เคลือบงดน้ำและอาหารแปรงฟัน/ไหมขัดฟัน
เจล30 นาทีแปรงได้ตามปกติหลังพ้นช่วงงด
วานิช1 ชั่วโมง (กินอาหารอ่อนได้)งด 1 วัน เพื่อให้วานิชทำงานเต็มที่
  • ถ้าเห็นคราบเหลืองๆ ติดฟัน ไม่ต้องตกใจและไม่ต้องแปรงออก เดี๋ยวคราบหายเองภายใน 2-3 วัน
  • ถ้าเด็กระคายเคืองหรือสงสัยว่าแพ้ ให้บ้วนน้ำสะอาดเยอะๆ แล้วถ้าอาการไม่ดีขึ้นให้รีบกลับไปหาหมอ

เคลือบฟลูออไรด์ปลอดภัยไหม

ปลอดภัยค่ะ ถ้าทำโดยทันตแพทย์และใช้ปริมาณเหมาะสม จุดที่ต้องระวังจริงๆ คือการใช้เกินขนาด เช่น เด็กกลืนลงคอเยอะ อาจทำให้คลื่นไส้ และการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปในช่วงที่ฟันแท้กำลังสร้างตัว อาจทำให้เกิดจุดบนฟันที่กำลังจะขึ้นได้ เพราะแบบนี้เลยควรให้ทันตแพทย์เป็นคนประเมินปริมาณและความถี่ ไม่ควรซื้อมาทาเองที่บ้าน

ส่วนความถี่ ถ้าเป็นเด็กที่เสี่ยงผุสูง หมอมักนัดเคลือบซ้ำทุก 3-6 เดือน ส่วนเด็กที่เสี่ยงต่ำอาจห่างกว่านั้น แล้วแต่การประเมินของหมอแต่ละคน

ที่บ้านเสริมฟลูออไรด์ได้ยังไง

นอกจากเคลือบกับหมอ เราเสริมฟลูออไรด์ที่บ้านได้จากผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากที่ใช้ประจำ

  • ยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ ใช้ในปริมาณที่เหมาะกับอายุ (เด็กเล็กใช้น้อยมาก ประมาณเท่าเมล็ดข้าวสาร ให้ถามหมอเรื่องปริมาณที่ชัดเจน)
  • น้ำยาบ้วนปากผสมฟลูออไรด์ สำหรับเด็กโตที่บ้วนแล้วไม่กลืน
  • หลังแปรงฟันหรือบ้วนปาก ควรเว้นอย่างน้อย 30 นาทีก่อนกินหรือดื่ม จะได้ให้ฟลูออไรด์อยู่บนผิวฟันนานขึ้น

คำถามที่พ่อแม่มักสงสัย

  • เจ็บไหม? ไม่เจ็บ เป็นแค่การทาหรือครอบถาด เด็กส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือดี
  • เคลือบครั้งเดียวพอไหม? ไม่พอ เพราะฤทธิ์ป้องกันอยู่ได้ระยะหนึ่ง ต้องเคลือบซ้ำตามที่หมอนัด
  • เคลือบแล้วไม่ต้องแปรงฟันได้ไหม? ไม่ได้เลย ยังต้องแปรงฟันทุกวันและคุมของหวานเหมือนเดิม

สรุป

การเคลือบฟลูออไรด์ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ฟัน ลดโอกาสผุ และช่วยหยุดรอยผุระยะเริ่มต้นได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ฟันผุง่าย แต่ที่สำคัญกว่าคือต้องมาคู่กับการแปรงฟันที่ดี การคุมของหวาน และการไปตรวจฟันสม่ำเสมอ ถ้าไม่แน่ใจว่าลูกควรเคลือบแบบไหน ความถี่เท่าไหร่ ลองปรึกษาทันตแพทย์เด็กดูได้เลย

Related Posts

สถานดูแลผู้สูงอายุควรเป็นอย่างไรให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข

ผู้สูงอายุเป็นวัยที่สมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต สถานดูแลผู้สูงอายุจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพ สถานดูแลผู้สูงอายุที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ มีทีมบุคลากรที่มีคุณภาพและใส่ใจ ทีมบุคลากรควรมีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลผู้สูงอายุเป็นอย่างดี อีกทั้งยังควรมีจิตใจเมตตาและใส่ใจผู้สูงอายุอย่างแท้จริง มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต สถานที่ควรสะอาด ปลอดภัย…

หมอนรองคอเมมโมรี่โฟม

วิธีเลือกหมอนรองคอเมมโมรี่โฟม ให้เหมาะกับรูปทรงคอของคุณ

หมอนรองคอเมมโมรี่โฟม กลายเป็นไอเท็มยอดนิยมสำหรับคนรักสุขภาพที่ต้องการรองรับศีรษะและคออย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะใช้สำหรับนอนหลับพักผ่อนหรือเดินทาง แต่การเลือกหมอนรองคอเมมโมรี่โฟมให้เหมาะกับรูปทรงคอของแต่ละคนก็สำคัญไม่แพ้กัน เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงอาการปวดคอ  วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเลือกหมอนรองคอเมมโมรี่โฟมให้เหมาะกับคุณแบบง่าย ๆ กัน 1. รู้จักรูปทรงคอของตัวเองก่อน…

วิธีการช่วยเหลือคนหูหนวก ในยุคสมัยปัจจุบัน

อาการหูหนวก เป็นความพิการรูปแบบหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ที่มีอาการหูหนวกสูญเสียการได้ยินและไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่เทียบเท่ากับคนทั่วไป สาเหตุของอาการหูหนวก สาเหตุของอาการหูหนวกสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท ได้แก่  พันธุกรรม  สาเหตุทางพันธุกรรมของการหูหนวกนั้นสืบทอดมาตั้งแต่แรกเกิดและอาจมีความรุนแรงแตกต่างกันไป…